เส้นทางสาย..[KH]129..

เส้นทางสายที่ 12 คิม คิบอม
คิบอมเป็นเด็กที่เงียบ และไม่ค่อยมีเพื่อน ... นี่คืออดีตของเขา เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่อเมริกา คิบอมไม่มีเพื่อนสนิทเลย และยิ่งกว่านั้น ผู้หญิงที่เขาเดทด้วย ก็เป็นฝ่ายบอกเลิกเขาเสียครึ่งหนึ่ง ...นั่นเพราะอะไร?
เพราะว่าเมื่อก่อน คิบอมค่อนข้างเป็นเด็กที่เก็บตัว พูดน้อย ชอบอยู่นิ่งๆ ไม่ชอบการเข้าสังคม เขาไม่รู้จะพูดอะไรกับคนที่ไม่สนิทด้วย และที่คล้ายกับฮีชอลก็คือ เขาไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ ว่าคนรอบข้างจะเป็นเช่นไร เพราะแค่เพียงมองผ่านมา และก็มองผ่านไปเท่านั้นเอง
คิบอมไปอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยอาศัยอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียร์ และได้เข้าศึกษาในโรงเรียน Santa Monica High School แต่เพราะอยากเก่งภาษาอังกฤษ จึงได้ไปทำงานพิเศษ ทั้งๆที่โรงเรียนนั้นอยู่ไกล เขาก็ไม่เคยย่อท้อ จนกระทั่งภาษาอังกฤษของเขานั้นดีขึ้นตามลำดับ แต่ถึงอย่างนั้น ทุกอาทิตย์เขาก็มักจะไปขลุกตัวอยู่ที่โบสถ์มากกว่าที่จะไปเที่ยวเล่นแบบเด็กคนอื่นๆ
ในวันหนึ่ง ระหว่างที่คิบอมและเพื่อนไปชมนิทรรศการเกาหลี และแวะซื้อต็อกโบกกีนั่นเอง ก็มีฝ่ายโมเดลลิ่งของ SM Entertainment ชักชวนให้ลองไปแคสติ้งกับทางบริษัทดู คิบอมรับนามบัตรมาอย่างงงๆ และพยายามคิดทบทวนอยู่นานสองนาน กว่าจะเดินเข้าไปขอพ่อและแม่ เพื่อที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง แม่ของคิบอมไม่สนับสนุนให้เขาเข้าวงการบันเทิงสักเท่าใดนัก เพราะนั่นหมายถึง คิบอมจะต้องย้ายมาอยู่เกาหลีเพียงลำพัง ซึ่งในขณะนั้น เขาอายุเพียง 16 ปี จึงเป็นไปได้ยาก ที่คนเป็นแม่จะทำใจปล่อยให้ลูกชายมาตะลอนๆอยู่ที่ต่างประเทศเพียงลำพัง แต่พ่อของเขากลับสนับสนุนให้เขาทำตามที่ตัวเองต้องการ คิบอมจึงได้ให้คำสัญญากับพ่อและแม่ไว้ ว่าเขาจะต้องเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงให้ได้
ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับเกาหลี เพราะจากไปเป็นเวลาถึง 4 ปีกว่า อีกทั้งยังต้องมาอยู่ตัวคนเดียว คิบอมในตอนนั้นจึงเหมือนคนที่ถูกนำมาปล่อยในเกาะร้าง และด้วยความที่เป็นคนพูดไม่เก่ง จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะเข้าไปหาคนอื่นก่อน
ดงแฮคือเพื่อนคนแรกที่เดินเข้ามากอดเขาในวันแรกที่เจอกัน จากที่เคยเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยใส่ใจอะไร มันจึงทำให้คิบอมเริ่มมองอะไรใหม่ๆในชีวิต แน่นอนว่าสิ่งที่ดงแฮทำมันทำให้เค้ารู้สึกประหลาดใจ แต่ก็รู้สึกดีกับมันอยู่มาก อาจจะเพราะดงแฮเองก็อยู่ห่างจากครอบครัวเหมือนกัน จึงทำให้เขาค่อนข้างที่จะเข้าใจความรู้สึกของคิบอม จึงพยายามที่จะทำให้คิบอมปรับตัวได้เร็วขึ้น และเพราะด้วยความบังเอิญอีกส่วนหนึ่ง ที่ทั้งคู่มักจะมาเจอกันที่ห้องซ้อมตอนดึกๆโดยไม่ได้นัดหมาย
อันที่จริงแล้ว คิบอมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจอะไรเลย เพียงแค่ไม่คิดจะพูดอะไรออกมาเท่านั้นเอง และเมื่อได้ย้ายเข้ามาพักร่วมกับฮีชอล ฮันคยอง และเจย์ มันทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้อื่น นอกจากคนในครอบครัว คิบอมรู้สึกประทับใจฮีชอลมากๆ เนื่องจากฮีชอลกล้าทำในสิ่งที่เขาไม่กล้า คิบอมนับถือในความกล้า ความมั่นใจ ที่ฮีชอลมี การอยู่โดยไม่ต้องใส่ใจอะไร อยากทำอะไรก็ทำ และทำด้วยความมั่นใจนั่นเอง มันจึงทำให้เขาอยากจะเข้าไปใกล้พี่ชายคนนี้ให้มากขึ้น แต่ด้วยความที่เขาไม่ชินกับวัฒนธรรมเกาหลี การพบกันครั้งแรกของเขาและฮีชอลจึงเป็นอันสะดุด เนื่องจากฮีชอลเป็นคนที่เคร่งในเรื่องอาวุโสมาก และเมื่อคิบอมเรียกชื่อของเขา โดยปราศจากคำที่แสดงการยกย่องในฐานะรุ่นพี่ มันจึงทำให้ฮีชอลไม่พอใจน้องชายคนนี้สักเท่าใด
หลังจากนั้นคิบอมได้เดินทางกลับไปยังอเมริกาอีกครั้ง และเมื่อกลับมา เขาก็ทำให้ฮีชอลมองเขาในมุมที่เปลี่ยนไป เพราะคิบอมได้ไปศึกษาถึงวัฒนธรรมเกาหลีมาอย่างถ่องแท้ และความน่ารักของเขานี่เอง ที่ทำให้ฮีชอลรักและเอ็นดูเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และด้วยความที่ต้องเจอกันทั้งที่หอพัก และที่กองถ่าย จึงทำให้พวกเขาทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้น จนถึงขั้นที่ว่า ถ้าหากในกองถ่ายไม่มีคิบอม ฮีชอลจะไม่สามารถแสดงออกมาให้ดีได้เลยทีเดียว
และนอกจากฮีชอลแล้ว ดงแฮก็ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่เข้ามาในชีวิตของคิบอมอย่างช้าๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา คิบอมไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังสักเท่าใดนัก แต่กับดงแฮแล้ว เขากลับไว้ใจ และรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้อยู่ใกล้อย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เขาก็มักจะระบายให้เพื่อนสนิทคนนี้ฟังเสมอๆ
คิบอมเดบิวต์ครั้งแรกด้วยงานละครในปี 2004 คือเรื่อง April's Kiss ออกฉายทางช่อง KBS แต่ละครเรื่องนี้นั้นยังไม่แจ้งเกิดให้คิบอมอย่างเต็มตัวนัก เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากบทของ Joo Yuh Myung นักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากอเมริกา ประกบคู่กับ โกอารา ในเรื่อง Sharp Love 2 ปี 2005 และจากนั้นก็ได้รับบทนำในซิทคอม เรื่อง Nonstop 6 ต่อในทันที ซึ่งละครเรื่องนี้ได้เริ่มฉายในวันที่ 12 ตุลาคม 2005 จึงทำให้ชื่อเสียงของคิบอมนั้นโด่งดังมากขึ้น
หลังจากนั้นเพียงแค่เดือนเดียว คิบอมก็ได้เดบิวต์ในฐานะศิลปินวงซูเปอร์จูเนียร์ และแน่นอนว่า มันทำให้ชื่อของ คิบอม เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะนักร้องและนักแสดง
แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของคิบอม ที่เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยยิ้ม และพูดน้อย หนำซ้ำยังไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น เนื่องจากการเป็นศิลปินนั้น พวกเขาทุกคนจะต้องพบปะกับแฟนเพลงอยู่เสมอๆ และภาพลักษณ์ของคิบอมในตอนนั้นมันดูเย่อหยิ่ง ผิดจากเมื่อตอนที่เขายิ้มหรือหัวเราะในละคร คิบอมถูกตักเตือนอยู่หลายครั้ง ในเรื่องการทำตัวเป็นมิตรกับแฟนคลับ เขาต้องพยายามยิ้มแย้มอยู่เสมอๆ ทั้งๆที่ไม่ใช่นิสัยของตัวเองที่จะยิ้มกับใครที่ไม่รู้จักได้ง่ายๆ ด้วยความพยายามของคิบอมนี้เอง ที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมาอีก เพราะเขามักจะยิ้มแย้มแค่เพียงต่อหน้าแฟนคลับ เมื่อถึงเวลาปกติ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มก็เหือดหายไปเป็นหน้านิ่งๆ แถมยังไม่ค่อยสุงสิงกับคนรอบข้างอีก ...จึงมีประเด็นเกิดขึ้นมาว่า "คิบอมเฟค"
ในตอนนั้น ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่มหัวนอก เขาจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้างมากนัก เพราะถ้าหากยังมีงาน เขาก็จะยังทำงานอยู่ที่เกาหลีต่อ แต่ถ้าหากไม่มีใครจ้างเขาแล้ว เขาก็พร้อมจะกลับอเมริกาเพื่อไปหาครอบครัวได้ทุกเมื่อ
เหมือนกับที่ผ่านมา เขาไม่ได้ทำด้วยความเข้าใจเสียทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ คิบอมที่เคยนิ่งเงียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่น มองคนอื่นเป็นผู้ร่วมงาน จึงเริ่มปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมเกาหลีอีกครั้งหนึ่ง เพราะที่ผ่านมา ด้วยเพราะมาจากต่างประเทศ และไม่ได้พักรวมกับเพื่อนๆในวงคนอื่นๆ จะเจอกันก็ต่อเมื่อมีงาน คิบอมจึงสนิทกับเพื่อนในวงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งก็คือ ฮีชอล ฮันกยอง ดงแฮ และซีวอน แต่เมื่อเขาเริ่มที่จะเปิดใจ ปรับตัวรับสังคมใหม่ๆ และเริ่มใช้เวลาที่ว่างไปคลุกคลีกับเพื่อนๆในวงที่หอใหญ่ จากที่เคยยิ้มเพราะต้องยิ้ม หรือเพราะควรจะยิ้ม รอยยิ้มของเขาได้เริ่มออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจแล้ว
สำหรับแฟนคลับ คิบอมนั้นจะเป็นห่วงทุกๆคนเสมอ เขาพยายามที่จะเอาใจใส่แฟนคลับของเขาทุกคน ด้วยเหตุนี้เอง ที่เขามักจะไม่ยอมรับของจากแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นใครคนไหน เว้นแค่เพียงแฟนคลับจากต่างประเทศ เพราะเขาคิดว่า ถ้าหากปฏิเสธไป และเกิดการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ มันอาจจะเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง แต่สำหรับแฟนคลับในเกาหลีแล้ว ต่างเป็นที่รู้กัน ว่า "คิบอมจะไม่รับของขวัญบนพื้นแผ่นดินเกาหลี" เพราะเขารู้ว่าแฟนคลับของเขานั้นอายุยังน้อย และยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง จึงไม่อยากให้ใครต้องมาสิ้นเปลืองเพื่อซื้อของมาให้แก่เขา เพราะบางคน ยังต้องขอเงินพ่อแม่อยู่ และมันคงจะไม่สมควร ถ้าหากจะขอเงินนั้นเพื่อมาซื้ออะไรให้แก่เขา
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่มีเด็กผู้หญิงยื่นส้มมาให้คิบอม แต่ว่าเขาก็ไม่ยอมรับมัน แม้ว่าเธอจะขอร้องสักเท่่าใดก็ตาม แต่สุดท้าย เมื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นบอกว่า มันเป็นส้มที่เธอเอามาจากบ้านเพื่อนำมาฝากเขา ไม่ได้ไปซื้อที่ไหนมา คิบอมจึงได้ยอมรับส้มนั้นมาจากเธอ
และในการปรับตัวของคิบอม ฮีชอล และซีวอน ก็เป็นอีกแรงที่ต่างก็คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ เนื่องด้วยที่คิบอมเป็นคนพูดน้อย เมื่ออยู่ในกลุ่มจึงได้แต่นั่งยิ้มเสียส่วนมาก นานๆทีจึงจะออกความคิดเห็นหรือพูดอะไร ด้วยเหตุนี้ ทั้งฮีชอลและซีวอน จึงพยายามที่จะทำให้คิบอมได้มีโอกาสพูดมากขึ้น ทั้งโดยการโยนเรื่องต่างๆไปให้ หรือแม้แต่ตั้งคำถามเพื่อที่จะให้เขาตอบ เกิดเป็นมิตรภาพที่งดงามขึ้นระหว่างพวกเขาเอง
นอกจากจะมีฮีชอลและฮันคยองคอยดูแลที่อพาร์ตเม้นแล้ว และก็มีดงแฮคอยเป็นเพื่อนเล่น พูดคุย และรับฟังปัญหา คิบอมก็ยังมีซีวอนที่คอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเป็นอย่างดี จึงทำให้ชีวิตที่เคยมีแต่สีเรียบๆของคิบอมเริ่มมีสีสันที่สดใสขึ้นมา ... แต่ในระหว่างที่ทุกๆ อย่างกำลังไปได้สวย ก็มีเหตุอันน่าเศร้าเกิดขึ้น เมื่อคุณพ่อของดงแฮเสียชีวิต และฮีชอลประสบอุบัติเหตุ ด้วยเพราะฮีชอลและฮันคยอง เปรียบเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวในเกาหลีเพียงไม่กี่คนที่เขามี สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ การไปนั่งไปเยี่ยมฮีชอลทุกวัน และจัดทำตารางการเยี่ยมให้สมาชิกทุกคนในวง เพื่อที่ฮีชอลจะได้ไม่เหงา ซึ่งในตารางนี้เอง เขาจัดให้ฮันคยองมีกำหนดเยี่ยมมากที่สุดในวง
และก่อนที่จะออกอัลบัมชุดที่ 2 เพียงไม่นาน คิบอมได้มีละครติดต่อมาจำนวนหลายเรื่อง ซึ่งก็มีหลายเรื่องที่บทน่าสนใจ แต่ทว่า เขาต้องเดินทางไปถ่ายทำยังต่างประเทศ (ไม่แน่ใจว่าฝรั่งเศสหรือเปล่า) ในช่วงเวลานั้น ประจวบเหมาะกับสัญญากับทางต้นสังกัดของคิบอมกำลังจะหมด จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการลังเลใจของเขา ว่าจะเดินเส้นทางไหนต่อไปดี เพราะถ้าให้พูดกันจริงๆแล้ว ก็คงจะเห็นได้ชัด ว่าคิบอมถนัดที่จะแสดงละครมากกว่าที่จะอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต และที่สำคัญ บทที่เขาได้รับนั้น อาจจะทำให้เขากลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของเกาหลี อย่างที่เขาเคยวาดหวังไว้เลยก็เป็นได้
... แต่แล้วสิ่งที่เขาเลือกก็คือ ปฏิเสธบทที่หาได้ยากนั้นไป ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า เขาต้องการที่จะร่วมงานกับเพื่อนในนามซูเปอร์จูเนียร์ในอัลบัมชุดที่ 2 มากกว่า เพราะเขาคือ หนึ่งในซูเปอร์จูเนียร์ แน่นอนว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าประทับใจ แต่ก็น่าประหลาดใจไปพร้อมๆกัน เพราะถ้าหากเป็นการตัดสินใจเมื่อหนึ่งปี หรือสองปีก่อน มันก็มีความเป็นไปได้สูง ที่เขาอาจจะเลือกที่จะเดินอีกทาง
สำหรับซูเปอร์จูเนียร์แล้ว ในวันนี้ ... มันเปรียบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ คิมคิบอม เด็กหนุ่มที่เคยไม่ใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจอะไรนอกจากชีวิตของเขา เพราะเขาคิดเสมอว่าบ้านของเขาอยู่ที่อเมริกา เขามาที่เกาหลีเพื่อที่จะทำตามความฝันเท่านั้น แต่ในตอนนี้ ... ที่เกาหลี มีเพื่อนๆ มีครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของเขาอยู่ และมันก็คือสิ่งมีค่าที่เขาหวงแหนมากที่สุดชิ้นหนึ่ง

เส้นทางสายที่ 9 อี ดงแฮ
ดงเฮเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารัก ช่างพูด และช่างเอาอกเอาใจคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็กๆ จึงไม่แปลกอะไรที่ใครก็ตามที่อยู่รอบตัวเขาจะหลงรักหนุ่มน้อยผู้นี้ได้ไม่ยาก ดงแฮมีพี่ชายหนึ่งคน ชื่อ ดงฮวา ซึ่งเขาบอกว่า ดงฮวาเก่งกว่าเขา ฉลาดกว่าเขา และพ่อแม่ก็รักดงฮวามากกว่าเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเขาต่างหาก ที่พ่อแม่รักและตามใจมากกว่าดงฮวาเป็นไหนๆ ไม่ว่าจะอยากได้อะไร ดงแฮก็จะได้มันมาอย่างง่ายดาย ผิดกับดงฮวา ที่ต้องเก็บเงินซื้อเอาเอง
เขาค่อนข้างที่จะสนิทกับพี่ชายค่อนข้างมาก และดงแฮก็เคยพูดเอาไว้ ว่าเพื่อนแท้ของเขา ก็คือ พี่ชายของเขาเอง ... เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไร หรือว่าเขามีปัญหา มีเรื่องทุกร้อนใดๆ ดงฮวาก็มักจะคอยดูแลและปกป้องเขาเสมอมา นั่นอาจจะเพราะว่าเขามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง จึงถูกสอนมาให้รักกันให้มากๆ นั่นเอง
ครอบครัวของดงแฮไม่ได้มีฐานะดีมากนัก จัดว่าเป็นครอบครัวที่ฐานะปานกลางของเกาหลี พ่อของเขาเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนแม่ของเขาในช่วงนั้นก็เป็นแม่ค้าขายปลา (หรืออะไรนี่แหละที่เกี่ยวกับปลา) แต่พ่อแม่ของเขาก็สนับสนุนความฝันของลูกชายคนเล็กเสมอมา เพราะดงฮวานั้นค่อนข้างเรียนเก่งมาก (และได้ข่าวว่าเขาได้ทุนไปเรียนต่อด้านการแพทย์ที่ต่างประเทศ) และน่าจะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีในอนาคตได้ เหลือเพียงแค่ดงแฮเท่านั้น และเมื่อเขามีความฝันที่ต้องการจะทำ ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย จึงไม่มีใครคัดค้านเขา
ในตอนเด็กๆ ดงแฮมีความฝันอยากจะเป็นนักกีฬา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ชอบที่จะเต้นให้พ่อดูอยู่บ่อยๆ พ่อเขาจึงบอกให้เขาเข้าวงการบันเทิง แต่ในตอนนั้น เขาก็ยืนยันในคำตอบที่ว่า "อยากเป็นนักกีฬา" จนกระทั่งเข้าเรียนชั้น ม.1 ก็ได้เห็นประกาศออดิชั่นบนปกเทป ความฝันอยากเป็นศิลปินมันจึงเริ่มผุดขึ้นมาในความคิดของเขา และเมื่อเขาบอกพ่อในเรื่องนี้ พ่อของเขาก็ให้เงินมา และสนับสนุนลูกชายคนนี้อย่างเต็มที่
ดงแฮหัดกีตาร์มาตั้งแต่ยังเด็ก เริ่มจากการยืมของเพื่อนมาหัด จนกระทั่งมีกีตาร์เป็นของตัวเอง และในวันหนึ่ง เขาก็เดินทางมาที่โซล เพื่อออดิชั่นเป็นศิลปินฝึกหัดของ SM Entertainment ในรายการ SM Youngster contest การประกวดครั้งนี้ มีศิลปินหลายคนของ SM ในปัจจุบันที่ร่วมประกวดด้วย ดงแฮได้รางวัล ชนะเลิศสาขา Most handsome และ Best of the best เนื่องจากมีหน้าตาที่น่ารัก และความสามารถที่ค่อนข้างโดดเด่นนั่นเอง
การที่ได้เป็นศิลปินฝึกหัด ทำให้ดงแฮต้องออกมาเช่าหอพักอยู่ที่โซล และหยุดเรียนไปในช่วงหนึ่ง เพื่อที่จะได้ฝึกฝนกับทางบริษัท เหตุนี้เอง ทำให้เขาต้องห่างจากทางบ้าน สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่การโทรศัพท์ไป เนื่องจากระยะทางที่ค่อนข้างห่างไกล และตารางฝึกซ้อมค่อนข้างหนัก ทำให้เขาแทบจะไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้เห็นหน้าครอบครัวเป็นระยะเวลาหลายปี และนี่คือเหตุผลหลัก ที่ทำให้เขาค่อนข้างอ่อนไหวเมื่อพูดถึงคนในครอบครัว หรือคำว่า บ้าน
ในช่วงแรก ดงแฮค่อนข้างสนิทกับจุนซู ฮยอกแจ อิทึก ฮีชอล และยุนโฮ เขาค่อนข้างจะนับถือยุนโฮมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งเป็นอันรู้กันดีว่า ดงแฮนั้นเป็นเด็กที่ค่อนข้างหัวรั้นพอสมควร แต่เขามักจะมีวิธีการพูดที่น่ารัก แทนที่จะโวยวายเอาแต่ใจ เมื่อใดที่เขาโมโห คนรอบข้างส่วนมากมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาเป็นตัวอันตรายและไม่ใช่คน คงมีเพียงยุนโฮเท่านั้นที่จะสามารถปราบเด็กน้อยผู้นี้ได้อยู่หมัด
ด้วยความที่อยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ การใช้ชีวิตของดงแฮจึงค่อนข้างลำบาก เมื่อเทียบกับเวลาอยู่ที่บ้าน เพราะที่นั่นมันเหมือนกับว่าเขาเป็นเจ้าชายน้อยของพ่อและแม่ แต่ในโซล .. เขาเป็นแค่เด็กชายคนหนึ่ง ที่เช่าบ้านพักอยู่กับพี่ชายสองคนอย่างฮีชอลและยุนโฮ (หลังจากที่เคยอยู่คนเดียวมาก่อนหน้า) โดยหน้าที่ของเขานั้นก็คือการทำความสะอาดบ้านในฐานะน้องเล็ก ส่วนการใช้จ่ายเงินของเขานั้น ก็ต้องควบคุมเอง และต้องใช้อย่างประหยัด
หลังจากฝึกซ้อมในแต่ละวัน ซึ่งเป็นไปอย่างหนัก ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ดงแฮจะไปเดินเล่น หรือทานอาหารพร้อมกับเพื่อนๆซึ่งเป็นศิลปินฝึกหัดด้วยกัน ด้วยความที่เขาค่อนข้างที่จะตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก และขี้แย จึงทำให้ฮยอกแจและจุนซูมักจะชอบแกล้งอยู่เสมอๆ และทำให้เขาต้องร้องไห้อยู่บ่อยๆ แต่นั่นมันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาในฐานะเพื่อนยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น
การฝึกฝนในฐานะศิลปินฝึกหัดของดงแฮค่อนข้างหนัก มีหลายต่อหลายครั้งที่เขานึกอยากจะวิ่งกลับไปที่บ้านด้วยความคิดถึงครอบครัว แต่เพื่อความฝัน ดงแฮจึงต้องอดทน และดูแลตัวเองเรื่อยมา จากที่เคยเป็นเด็กน้อยที่ขี้แย ดงแฮเริ่มเข้มแข็งขึ้นทีละนิด เขาต้องดูแลตัวเอง ความคิดจึงเริ่มโตขึ้นทีละน้อย แต่ทว่าความน่ารักที่เคยมีมา ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม เพราะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปพูดกับฮีชอลได้ในเวลาที่โมโห แต่ดงแฮก็เป็นหนึ่งคนนั้น ที่สามารถเข้าไปพูดคุยกับฮีชอลได้โดยดี และไม่ถูกตะเพิดออกมา
ก่อนที่จะมีการเดบิวต์นั้น ดงแฮได้เคยร่วมทีกับเพื่อนๆซึ่งเป็นศิลปินฝึกหัด อย่างฮยอกแจ จองซู และคนอื่นๆ โดยชื่อที่เคยใช้เป็นชื่อทีมนั้นได้แ่ก่ "OK" "Smile" และ "Pricor"
ในการฟอร์มวงซุปเปอร์จูเนียร์ ดงแฮก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินฝึกหัดที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในวงนี้ เขาค่อนข้างดีใจมาก เพราะความพยายามที่มีมาหลายปีได้เห็นผลแล้ว ดงแฮจึงทุ่มเทเวลาที่มีเพื่อซ้อมเต้น และหัดร้องเพลงให้มากขึ้น เนื่องจากปกติเขาเป็นคนที่เสียงดี แต่ร้องเพลงเพี้ยน จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ของหนุ่มน้อยผู้นี้ ที่ต้องไปหัดร้องเพลงให้ออกมาดีให้ได้
และในการฟอร์มวงนั้นเอง ทำให้ดงแฮได้พบกับคิบอม เพื่อนใหม่ที่มาจากอเมริกา เขาค่อนข้างที่จะถูกชะตากับเพื่อนใหม่คนนี้มาก ด้วยเหตุที่ทั้งคู่มักจะไปเจอกันโดยบังเอิญที่ห้องซ้อมของบริษัทในช่วงดึก เพราะต่างคนต่างนอนไม่หลับ จึงทำให้พวกเขาได้เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น แต่เพราะคิบอมค่อนข้างพูดน้อย เขาจึงจำเป็นต้องเป็นฝ่ายเข้างไปตีสนิทและชวนคุย นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จนกลายเป็นเพื่อนรัก ที่แค่เพียงมองตาก็เข้าใจอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะในหลายๆครั้ง ที่มีแฟนเพลงให้ของมา และเขาไม่ได้รับมาเพื่อตัวเอง แต่กลับรับมาเพื่อเอามาให้คิบอมเนื่องจากรู้ว่าคิบอมต้องชอบ
ทุกครั้งที่มีปัญหา คนที่ดงแฮมักจะคิดถึงเป็นอันดับต้นๆ รองจากทางบ้านแล้วก็คือ คิบอม ทุกครั้งที่เขาไม่สบายใจ ดงแฮก็มักจะไปขลุกตัวอยู่ที่หอพักของคิบอม และนั่งคุยกันจนถึงเช้า หรือจนกว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้น
ด้วยความที่ดงแฮเป็นคนขี้เล่น ในการตอบคำถามของเขาหลายๆครั้ง ก็มักจะตอบไปตามอารมณ์มากกว่าจะตอบไปตามความเป็นจริง เมื่อก่อน ดงแฮเคยคิดที่จะลองสูบบุหรี่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิต เขาก็ไม่คิดจะแตะมันอีกเลย
มรสุมครั้งใหญ่ของดงแฮเกิดเมื่อพ่อของเขาป่วยหนัก แต่เนื่องจากตารางงานนั้นค่อนข้างแน่น ทำให้ดงแฮไม่มีเวลาว่างไปเฝ้าพ่อของเขาได้เลย สิ่งที่เขาทำได้ก็เพียงแค่นั่งภาวนาให้พ่อหายดี เพราะพ่อคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ตลอดช่วงเวลาที่พ่อนอนอยู่ที่โรงพยายาล ดงแฮจะโทรไปถามอาการทุกๆวัน และในวันที่อาการทรุด เขากระวนกระวายมาก เนื่องจากวันนั้นมีงาน สิ่งที่ทำได้ก็คือ พยายามรีบทำงานให้เสร็จ เพื่อที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อที่ต่างจังหวัด ... แต่พ่อก็รอเขาไม่ไหว ดงแฮกลับไปถึงเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว มันคือความรู้สึกผิดอันใหญ่หลวงที่ประทับอยู่ในใจของเขา ลึกๆในใจของดงแฮค่อนข้างเจ็บปวด ในวูบหนึ่งของความคิด เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาบอกว่า คือความฝัน มันคือทางเลือกที่ผิดหรือเปล่า เพราะไม่เช่นนั้น ในวันนี้ เขาคงได้อยู่กับพ่อ ได้พูดคุยกับพ่อ ก่อนที่จะไม่มีเวลาเหลืออีก
เพราะพ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ปอด ดงแฮจึงฝังใจและเกลียดบุหรี่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เขาสัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่แตะต้องบุหรี่อีกต่อไป
แต่ความทุกข์ระทมกลับยังไม่จบสิ้น สองวันต่อมา หลังจากที่ซุปเปอร์จูเนียร์เดินทางกลับจากงานศพของพ่อของเขา ฮีชอล พี่ชายอีกคนที่เขารักมาก ก็กลับมาประสบอุบัติเหตุอีกคน ทำให้ความสับสนถาโถมเข้ามาในหัวของดงแฮมากมาย เป็นไปไม่ได้ ... ที่เขาจะไม่คิดโทษตัวเอง
ดงแฮค่อยๆมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นหลังจากนั้น เขาพยายามทำตัวเข้มแข็ง และร้องไห้ให้น้อยลง แต่แล้วก็ต้องทรุดอีกรอบในวันที่ยุนโฮ พี่ชายสุดที่รักของเขาถูกแอนตี้แฟนทำร้ายนั้นคือวันเกิดของเขาเอง แน่นอนว่ามันเป็นวันเกิดปีที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของดงแฮ วันเกิดที่เขาไม่มีพ่อ วันเกิดที่พี่ชายหนึ่งคนต้องนอนพักรักษาตัว และวันเกิดที่พี่ชายที่รักและเคารพมาโดนทำร้าย
ทุกเหตุการณ์มันเชื่อมโยงมาที่ตัวของดงแฮอย่างเลี่ยงไม่ได้ ... หรือเพราะเขาเป็นตัวซวย?
แทบทุกคนมุ่งความสนใจไปที่อาการของยุนโฮ จนแทบจะลืมกันไปว่าวันนี้คือวันเกิดของดงแฮ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะฉลองวันเกิดกับใครเหมือนกัน ในวันนั้น ดงแฮได้ออกไปพบกับคิบอม และไปอยู่ที่หอพักของคิบอมจนกระทั่งเช้า เพราะว่าเขาไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ในช่วงเวลาเช่นนี้
แต่ทุกๆอย่างก็เริ่มดีขึ้นอีกครั้ง ฟ้าหลังฝนนั้นเริ่มสดใสขึ้น ดงแฮกลับมาเป็นเด็กร่าเริงตามปกติ หลังจากที่ชีวิตพบแต่เรื่องเลวร้ายมานาน เขาได้เลิกกับเจสสิก้า ที่เคยคบหากันมาในช่วงก่อนเดบิวต์ จนกระทั่งเดบิวต์แล้วในช่วงแรก ซึ่งก็เคยมีภาพจูบกันออกมาตำตาตำใจแฟนคลับ แต่ภายหลังก็ได้รับการยืนยันมาจากทางนักข่าวเกาหลีแล้วว่า นั้นไม่ใช่รูปของดงแฮแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงคนที่หน้าตาด้านข้างคล้ายเขาเพียงเท่านั้นเอง ทั้งคู่คบกันเรื่อยมา และดีๆ เลิกๆกันอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้าย ก็เลิกรากันด้วยดี และคงไม่มีทางหวนกลับไปอีก เพราะว่าครั้งนี้ ฝ่ายหญิงนั้นยืนยันหนักแน่น และเป็นฝ่ายที่บอกเลิกเองด้วย
ดงแฮกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในวันหนึ่งๆ ก็มีแค่เพียงงาน กับเพื่อนร่วมวง ทุกๆอย่างเหมือนจะลงตัว จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่เขาหลุดปากต่อว่าแฟนคลับที่จีนด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงขึ้น ทำให้เขาถูกพักงานชั่วคราว เพื่อให้มีเวลาได้ทบทวนถึงการกระทำที่ตัวเองทำไป ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และเพราะเป็นคนใจร้อน ทำให้เขาไม่ทันยั้งคิดอะไรนั่นเอง ที่ทำให้ดงแฮต้องกลับมาเครียดและรู้สึกแย่อีกครั้ง แม้ว่าจะได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆในวงและเอลฟ์ แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่เช่นเดิม และเคราะห์ก็ซ้ำอีกระลอก เมื่อสมาชิกในวงเกิดอุบัติเหตุ สภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีของดงแฮก็กลับมาย่ำแย่อีกครั้ง เขาไม่สามารถออกไปไหนได้เลย แม้แต่จะออกไปเยี่ยมคยูฮยอน ก็ยังถูกห้าม มันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานของดงแฮ
แต่ในวันนี้ เรื่องราวทุกๆอย่างเหลือแค่เพียงความทรงจำ ... ปลาน้อยปิรันย่า ก็ยังคงร่าเริงและสดใส แม้จะมีบางครั้งที่เขาอาจทำตัวไม่ดีไปบ้าง แต่มันไม่ก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ และก็ยังมีคนที่พร้อมจะรักและให้อภัยเขาเสมอ รอยยิ้มสดใสของผู้ชายที่ชื่อ อีดงแฮ จะยังคงอยู่ และไม่เลือนหาย ตราบใดที่ยังมีเอลฟ์คอยเคียงข้าง
Credit: Dra-cool @ SJ : Flying Together Club
http://www.sj-ftc.com

เกาหลีฟีเวอ
ชอบ!!!!!!!!!
เพิ่งทำไดอะค๊าฟฟ
ว่างๆไปเม้นหั้ยด้วยนะนะนะนะ