PART...III
THE LOVE OF SIAM
PART III
เสียงคนคุยกันภายในบ้านทำให้โต้งชงักเท้าอยู่ตรงหน้าประตู ก่อนจะค่อยๆผลักประตูเข้าไปเบาๆ
อมยิ้มนิ้มนิดๆเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้า คือพ่อกับแม่ที่กำลังพูดคุยกันพร้อมทั้งนั่งดูทีวีไปด้วย
หลังจากคืนวันคริสมาสต์แห่งความทรงจำนั้น นี่ก็ผ่านมาได้สามเดือนแล้ว  
ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ของเค้ากับมิวเท่านั้นที่งอกเงย
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเค้าก็ดีขึ้นตามลำดับ
อาจจะไม่ดีเท่าตอนที่ยังมีพี่แตงอยู่ แต่ก็ดีขึ้นมากๆเมื่อเทียบกับช่วงห้าปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดนั้นคนที่เค้าจะต้องขอบคุณคือพี่จูนที่ก้าวเข้ามาทำให้ครอบครัวของเค้าดีขึ้น
แม้พี่จูนจะไม่สามารถทดแทนพี่แตงได้ แต่พี่จูนเหมือนเป็นแสงสว่าง
ที่ทำให้ครอบครัวของเค้าหลุดพ้นจากความมืดมิดที่ปก
คลุมจิตใจของคนในครอบครัวมาตลอดห้าปีที่ไม่มีพี่แตงอยู่
และที่สำคัญคนที่เค้าต้องขอบคุณอีกคนก็คือมิว
ที่เป็นคนชักนำพี่จูนให้มาพบกับครอบครัวของเค้าถ้าไม่พบกันเรื่องดีๆแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น
คิดมาถึงตอนนี้ใบหน้าหล่อจึงปรากฏรอยยิ้มบางๆ
ตอนนี้พ่อของเค้ากำลังเข้ารับการบำบัดเพื่อที่จะเลิกดื่มเหล้าให้ได้อย่างเด็ดขาด
เวลาว่างก็รับงานเขียนแบบมานั่งทำที่บ้าน โชคดีที่พ่อมีเพื่อนดีคอยช่วยเหลือ
กอรปกับฝีมือในการทำงานทำให้ลูกค้าเชื่อใจ จึงมีงานเข้ามาเรื่อยๆ
พ่อบอกว่า พอบำบัดเสร็จและร่างกายแข็งแรงกว่านี้จะกลับไปทำงานเต็มตัวซะที.
อ้าวโต้งกลับมาแล้วเหรอ กินข้าวมารึยังละเรา สุนีย์ทักเมื่อเห็นโต้งเดินเข้ามาในบ้าน
ยังเลยแม่ แล้ววันนี้มีอะไรกินมั่ง
แล้ววันนี้เราไม่ได้ไปดูมิวซ้อมดนตรีเหรอกรณ์ถามขึ้นมาบ้างเมื่อเหลือบมองนาฬิกาข้างผนังที่บอกเวลาเพียงทุ่มเศษ
โต้งยิ้มๆไม่ตอบว่าอะไร จริงๆเค้าตั้งใจจะแบ่งเวลาอยู่กับมิวและที่บ้านเท่าๆกัน
เพื่อคนสำคัญ แม้เค้าจะไม่มีกำลัง หรือสติปัญญามากพอที่จะปกป้องทุกคนได้เต็มที่ ณ เวลานี้
แต่เค้าก็ได้พยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่เค้าจะทำได้   เพื่อให้ทุกคนที่เค้ารักมีความสุข
สุนีย์ดูเหมือนจะรับรู้ว่าลูกชายคนเดียวคิดอะไร อยู่ เธอได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
ก่อนจะเอ่ยชวนทุกคนให้ลุกไปทานข้าวเย็น
เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต อาเมน
พระสวามีเจ้าข้า โปรดอวยพรแก่ข้าพเจ้าและอาหารที่จะรับประท่านในวันนี้
เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิตอาเมน
หลังจากสวดขอบคุณพระเจ้าแล้ว ทุกคนก็รับประทานอาหารไป
สลับกับคุยแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆไป
โต้ง วันหลังชวนมิวมาทานข้าวที่บ้านเราบ้างก็ได้นะสุนีย์เอ่ยบอกเสียงเรียบ
ทำให้โต้งชงักมองหน้าแม่นิ่งๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง แล้วจึงพยักหน้ารับ
แล้วเรื่องเรียนหล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง สุนีย์ถามเมื่อเห็นลูกชายพยักหน้า
ก็ เรื่อยๆแม่ ก็ดี กรณ์หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำตอบของโต้ง
แล้วตกลงจะเข้าสถาปัตย์ได้มั๊ย ไอ้เรื่อยๆเนี๊ยะ กรณ์ถามอย่างขำๆ พลอยในาดนี้ยิ้มรับก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มั่นใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำตอบที่เค้าจะตอบคงไม่พ้นคำว่าไม่รู้ดิ
แต่ตอนนี้เค้ามั่นใจว่าจะดำเนินชีวิตแบบไหน คำตอบที่มีให้พ่อกับแม่จึงชัดเจน
คำตอบที่ได้รับทำให้ทั้งกรณ์และสุนีย์ยิ้มกว้าง
โดยเฉพาะสุนีย์เธอรู้สึกดีใจที่เธอได้ปล่อยให้ลูกได้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเอง
ถ้าเธอยังขืนดึงดัน ไม่รู้ว่าในวันนี้โต้งและทุกคนในครอบครัวจะได้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบนี้รึเปล่า
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของโต้งและมิว แม้ว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยปากบอกกรณ์ออกมาตรงๆ
แต่ดูเหมือนว่ากรณ์จะรับรู้ได้ด้วยตัวเอง และเหมือนกับจะยอมรับในการตัดสินใจของลูกอยู่กลายๆ
แล้วมิวหล่ะ เอาแต่ซ้อมดนตรีจะมีเวลาอ่านหนังสือเหรอสุนีย์ถามอย่างห่วงใย
แม้เธอจะยังรู้สึกตะขิดตะขวางใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่บ้าง
แต่มิวก็เป็นเด็กที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กจึงอดเอ็นดูไม่ได้
มิวได้โควตาเข้าศิลปกรรมแล้วแม่ ไม่ต้องสอบ
อืมที่เดียวกับที่เราจะเข้าหล่ะสิ กรณ์ถามยิ้มๆ
อ๋อ ครับโต้งตอบ เงยหน้ามายิ้มให้พ่อ
มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งเลยจะไหวมั๊ยลูก
ไหวสิแม่ตอบเสียงมั่นใจ ทุกคนนั่งคุยกันซักพัก
โต้งจึงขอตัวพ่อกับแม่เข้าห้อง เพื่อจะได้ทบทวนบทเรียนต่อ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ โต้งก็นั่งลงบนเตียงคิดอะไรเรื่อยเปื่อยซักพัก
สี่ทุ่มแล้ว มิวจะซ้อมดนตรีเสร็จรึยังน๊าพึมพำเบาๆ
ก่อนจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ กดเบอร์โทรออกหามิวทันที
เฮ้ย!! ไอ้มิวลูกมึงร้องแหนะ เอ๊กซ์ตะโกนบอกมิวที่ซ้อมเนื้อกับเพชรอยู่
เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มิวทิ่อยู่ข้างตัวเค้าดัง
มิวชงักบอกให้ที่เหลือซ้อมต่อ ก่อนจะเดินมาหยิบโทรศัพท์
แค่เห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาใบหน้าหวานก็ระบายไปด้วยรอยยิ้ม
ไงโต้ง ยังไม่นอนเหรอมิวกรอกเสียงหวานไปตามสายโทรศัพท์
พอได้ยินชื่อว่าโต้งทุกคนในวงก็หูผึ่ง พากันเนียนเดินรวมตัวเข้ามานั่งข้างๆมิวตรงโซฟา
คิดถึงมิว นอนไม่หลับเสียงปลายสายที่ตอบกลับมาทำเอามิวยิ้มเขิน
เห็นนิ่งๆอย่างนี้บทจะหวานขึ้นมาทำเอามิวไปไม่เป็นขึ้นมาดื้อๆ
ได้แต่พึมพำในลำคอเบาๆว่า อื้อ (ก้อคนมันเขินนี่นา) (///^^///)
แล้วมิวหล่ะ
อะไร
ซ้อมดนตรีเสร็จรึยัง
ยังเลย แต่เดี๋ยวอีกซักครึ่งชั่วโมงก็จะเสร็จแล้ว
แล้วมิวหล่ะคำถามเดิมถูกถามขึ้นมาทำเอามิวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
ก่อนจะถามกลับไปอย่างงงๆ
ทำไมเหรอ
คิดถึงมั๊ย เสียงนุ่มที่ถามออกมาฟังดูออดอ้อน ทำเอาคนฟังหัวใจเต้นระรัว เผลอยิ้มหวานออกมา
เมื่อเย็นพึ่งเจอกันเองนะ เสียงหวานหูที่ตอบกลับไปทำให้เพื่อนๆในวงยิ่งหูผึ่ง
จากที่คอยเอียงหู เอียงคอ ฟังกันอยู่แล้ว ยิ่งเอียง กระแซะมากขึ้น
อย่างใคร่จะรู้ให้ได้ว่าสองคนนี้มันคุยอะไรกัน
แสดงว่าไม่คิดถึงเสียงนุ่มๆพ้อขึ้นมาเบาๆ
ทำเอามิวยิ้มกว้างออกมากับคนขี้ใจน้อย ใบหน้าหวานแดงซ่าน
ก่อนจะเอ่ยปากของตัวเองออกไปช้าๆ ชัดๆ ทีละคำราวกับจะช่วยทำให้อีกคนหายน้อยใจ
คิดถึงสิ คิดถึงมากคำตอบของมิวนอกจากจะทำให้คนปลายสายย้มกว้างอย่างสุขใจแล้ว
เพื่อนๆในวงที่นั่งล้อมอยู่ก็อดยิ้มกริ่มออกมาอย่างถูกใจไม่ได้
(อู๊ยยยย มันหวานกันซ้าคนแถวนี้สำลักน้ำตาลเป็นแถบๆ)
งั้นมิวไปซ้อมต่อเถอะนะ เราไม่กวนแล้ว
โต้งจะวางแล้วเหรอมิวถามเสียงอ่อย ยังไม่อยากวางเลยนี่นา
อื้อ เดี๋ยวจะไปอ่านหนังสือต่อ ถ้ามิวซ้อมเสร็จมิวโทรหาเรานะ จะรอ
โต้งบอกเสียงอบอุ่น ใจจริงอยากจะคุยอีกนานๆ
แต่กลัวมิวจะทำให้เพื่อนร่วมวงเสียเวลา เดี๋ยวจะยิ่งดึกไปกว่านี้ จึงตัดใจวาง
จ๊ะมิวตอบรับเสียงหวาน ก่อนจะกดตัดสาย
มองโทรศัพท์แล้วยิ้มหวานมากกก(ในสายตาของทุกคน)
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเจอกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนในวง มิวทำไม่รู้ไม่ชี้
ไปซ้อมต่อดิสิ้นคำบอกของมิวทุกคนก็กุลีกุจอลุกไปซ้อม
จะมีแต่เพียงปิงปองที่หันมายิ้มล้อเลียนให้มิวได้หน้าแดงอีกรอบ.
...TBC...
...
...
...
วันนี้ได้ฤกษ์เอาฟิกมาลง กะลังกลุ้มว่ามันจะกี่ตอนจบ???
อยากให้ถึงวันที่สิบเจ็ดเร็วๆจะได้ไปดูที่เฮาส์
อ่านข่าวเรื่องดาราเด็กถูกดาราผู้ใหญ่กระโหลกกะลาแกล้ง
แล้วเศร้าจิต ที่เศร้ายิ่งกว่าคือพวกคอมเมนท์เข้าข้างดาราผู้ใหญ่อะ หาว่าเด็กแก่แดด
อยากรู้ว่าน้องเค้าแก่แดดตรงไหน???? แล้วทำให้เรื่องมันใหญ่ตรงไหน????
การปกป้องตัวเองนี่ถือว่าเป็นการทำเรื่องใหญ่เหรอ????
เพราะสังคมมีคนแบบนี้ประเทศถึงไม่เจริญซะที!!!!
ตอนนี้อยากไปญี่ปุ่นจังเลยยยยยยย เพื่อนไปเคาท์ดาวน์ที่ญี่ปุ่น อิจฉา หง่า
อิจฉาที่ได้ยืนอยู่ผืนดินเดียวก่าจิน หง่า หง่า ^o^
...
...
...
...ทุกชีวิตมีบาดแผล... แต่เราก็ต้องก้าวเดินต่อไป... ฟิ้ววววว...
PART III
เสียงคนคุยกันภายในบ้านทำให้โต้งชงักเท้าอยู่ตรงหน้าประตู ก่อนจะค่อยๆผลักประตูเข้าไปเบาๆ
อมยิ้มนิ้มนิดๆเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้า คือพ่อกับแม่ที่กำลังพูดคุยกันพร้อมทั้งนั่งดูทีวีไปด้วย
หลังจากคืนวันคริสมาสต์แห่งความทรงจำนั้น นี่ก็ผ่านมาได้สามเดือนแล้ว  
ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ของเค้ากับมิวเท่านั้นที่งอกเงย
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเค้าก็ดีขึ้นตามลำดับ
อาจจะไม่ดีเท่าตอนที่ยังมีพี่แตงอยู่ แต่ก็ดีขึ้นมากๆเมื่อเทียบกับช่วงห้าปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดนั้นคนที่เค้าจะต้องขอบคุณคือพี่จูนที่ก้าวเข้ามาทำให้ครอบครัวของเค้าดีขึ้น
แม้พี่จูนจะไม่สามารถทดแทนพี่แตงได้ แต่พี่จูนเหมือนเป็นแสงสว่าง
ที่ทำให้ครอบครัวของเค้าหลุดพ้นจากความมืดมิดที่ปก
คลุมจิตใจของคนในครอบครัวมาตลอดห้าปีที่ไม่มีพี่แตงอยู่
และที่สำคัญคนที่เค้าต้องขอบคุณอีกคนก็คือมิว
ที่เป็นคนชักนำพี่จูนให้มาพบกับครอบครัวของเค้าถ้าไม่พบกันเรื่องดีๆแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น
คิดมาถึงตอนนี้ใบหน้าหล่อจึงปรากฏรอยยิ้มบางๆ
ตอนนี้พ่อของเค้ากำลังเข้ารับการบำบัดเพื่อที่จะเลิกดื่มเหล้าให้ได้อย่างเด็ดขาด
เวลาว่างก็รับงานเขียนแบบมานั่งทำที่บ้าน โชคดีที่พ่อมีเพื่อนดีคอยช่วยเหลือ
กอรปกับฝีมือในการทำงานทำให้ลูกค้าเชื่อใจ จึงมีงานเข้ามาเรื่อยๆ
พ่อบอกว่า พอบำบัดเสร็จและร่างกายแข็งแรงกว่านี้จะกลับไปทำงานเต็มตัวซะที.
อ้าวโต้งกลับมาแล้วเหรอ กินข้าวมารึยังละเรา สุนีย์ทักเมื่อเห็นโต้งเดินเข้ามาในบ้าน
ยังเลยแม่ แล้ววันนี้มีอะไรกินมั่ง
แล้ววันนี้เราไม่ได้ไปดูมิวซ้อมดนตรีเหรอกรณ์ถามขึ้นมาบ้างเมื่อเหลือบมองนาฬิกาข้างผนังที่บอกเวลาเพียงทุ่มเศษ
โต้งยิ้มๆไม่ตอบว่าอะไร จริงๆเค้าตั้งใจจะแบ่งเวลาอยู่กับมิวและที่บ้านเท่าๆกัน
เพื่อคนสำคัญ แม้เค้าจะไม่มีกำลัง หรือสติปัญญามากพอที่จะปกป้องทุกคนได้เต็มที่ ณ เวลานี้
แต่เค้าก็ได้พยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่เค้าจะทำได้   เพื่อให้ทุกคนที่เค้ารักมีความสุข
สุนีย์ดูเหมือนจะรับรู้ว่าลูกชายคนเดียวคิดอะไร อยู่ เธอได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
ก่อนจะเอ่ยชวนทุกคนให้ลุกไปทานข้าวเย็น
เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต อาเมน
พระสวามีเจ้าข้า โปรดอวยพรแก่ข้าพเจ้าและอาหารที่จะรับประท่านในวันนี้
เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิตอาเมน
หลังจากสวดขอบคุณพระเจ้าแล้ว ทุกคนก็รับประทานอาหารไป
สลับกับคุยแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆไป
โต้ง วันหลังชวนมิวมาทานข้าวที่บ้านเราบ้างก็ได้นะสุนีย์เอ่ยบอกเสียงเรียบ
ทำให้โต้งชงักมองหน้าแม่นิ่งๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง แล้วจึงพยักหน้ารับ
แล้วเรื่องเรียนหล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง สุนีย์ถามเมื่อเห็นลูกชายพยักหน้า
ก็ เรื่อยๆแม่ ก็ดี กรณ์หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำตอบของโต้ง
แล้วตกลงจะเข้าสถาปัตย์ได้มั๊ย ไอ้เรื่อยๆเนี๊ยะ กรณ์ถามอย่างขำๆ พลอยในาดนี้ยิ้มรับก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มั่นใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำตอบที่เค้าจะตอบคงไม่พ้นคำว่าไม่รู้ดิ
แต่ตอนนี้เค้ามั่นใจว่าจะดำเนินชีวิตแบบไหน คำตอบที่มีให้พ่อกับแม่จึงชัดเจน
คำตอบที่ได้รับทำให้ทั้งกรณ์และสุนีย์ยิ้มกว้าง
โดยเฉพาะสุนีย์เธอรู้สึกดีใจที่เธอได้ปล่อยให้ลูกได้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเอง
ถ้าเธอยังขืนดึงดัน ไม่รู้ว่าในวันนี้โต้งและทุกคนในครอบครัวจะได้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบนี้รึเปล่า
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของโต้งและมิว แม้ว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยปากบอกกรณ์ออกมาตรงๆ
แต่ดูเหมือนว่ากรณ์จะรับรู้ได้ด้วยตัวเอง และเหมือนกับจะยอมรับในการตัดสินใจของลูกอยู่กลายๆ
แล้วมิวหล่ะ เอาแต่ซ้อมดนตรีจะมีเวลาอ่านหนังสือเหรอสุนีย์ถามอย่างห่วงใย
แม้เธอจะยังรู้สึกตะขิดตะขวางใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่บ้าง
แต่มิวก็เป็นเด็กที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กจึงอดเอ็นดูไม่ได้
มิวได้โควตาเข้าศิลปกรรมแล้วแม่ ไม่ต้องสอบ
อืมที่เดียวกับที่เราจะเข้าหล่ะสิ กรณ์ถามยิ้มๆ
อ๋อ ครับโต้งตอบ เงยหน้ามายิ้มให้พ่อ
มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งเลยจะไหวมั๊ยลูก
ไหวสิแม่ตอบเสียงมั่นใจ ทุกคนนั่งคุยกันซักพัก
โต้งจึงขอตัวพ่อกับแม่เข้าห้อง เพื่อจะได้ทบทวนบทเรียนต่อ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ โต้งก็นั่งลงบนเตียงคิดอะไรเรื่อยเปื่อยซักพัก
สี่ทุ่มแล้ว มิวจะซ้อมดนตรีเสร็จรึยังน๊าพึมพำเบาๆ
ก่อนจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ กดเบอร์โทรออกหามิวทันที
เฮ้ย!! ไอ้มิวลูกมึงร้องแหนะ เอ๊กซ์ตะโกนบอกมิวที่ซ้อมเนื้อกับเพชรอยู่
เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มิวทิ่อยู่ข้างตัวเค้าดัง
มิวชงักบอกให้ที่เหลือซ้อมต่อ ก่อนจะเดินมาหยิบโทรศัพท์
แค่เห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาใบหน้าหวานก็ระบายไปด้วยรอยยิ้ม
ไงโต้ง ยังไม่นอนเหรอมิวกรอกเสียงหวานไปตามสายโทรศัพท์
พอได้ยินชื่อว่าโต้งทุกคนในวงก็หูผึ่ง พากันเนียนเดินรวมตัวเข้ามานั่งข้างๆมิวตรงโซฟา
คิดถึงมิว นอนไม่หลับเสียงปลายสายที่ตอบกลับมาทำเอามิวยิ้มเขิน
เห็นนิ่งๆอย่างนี้บทจะหวานขึ้นมาทำเอามิวไปไม่เป็นขึ้นมาดื้อๆ
ได้แต่พึมพำในลำคอเบาๆว่า อื้อ (ก้อคนมันเขินนี่นา) (///^^///)
แล้วมิวหล่ะ
อะไร
ซ้อมดนตรีเสร็จรึยัง
ยังเลย แต่เดี๋ยวอีกซักครึ่งชั่วโมงก็จะเสร็จแล้ว
แล้วมิวหล่ะคำถามเดิมถูกถามขึ้นมาทำเอามิวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
ก่อนจะถามกลับไปอย่างงงๆ
ทำไมเหรอ
คิดถึงมั๊ย เสียงนุ่มที่ถามออกมาฟังดูออดอ้อน ทำเอาคนฟังหัวใจเต้นระรัว เผลอยิ้มหวานออกมา
เมื่อเย็นพึ่งเจอกันเองนะ เสียงหวานหูที่ตอบกลับไปทำให้เพื่อนๆในวงยิ่งหูผึ่ง
จากที่คอยเอียงหู เอียงคอ ฟังกันอยู่แล้ว ยิ่งเอียง กระแซะมากขึ้น
อย่างใคร่จะรู้ให้ได้ว่าสองคนนี้มันคุยอะไรกัน
แสดงว่าไม่คิดถึงเสียงนุ่มๆพ้อขึ้นมาเบาๆ
ทำเอามิวยิ้มกว้างออกมากับคนขี้ใจน้อย ใบหน้าหวานแดงซ่าน
ก่อนจะเอ่ยปากของตัวเองออกไปช้าๆ ชัดๆ ทีละคำราวกับจะช่วยทำให้อีกคนหายน้อยใจ
คิดถึงสิ คิดถึงมากคำตอบของมิวนอกจากจะทำให้คนปลายสายย้มกว้างอย่างสุขใจแล้ว
เพื่อนๆในวงที่นั่งล้อมอยู่ก็อดยิ้มกริ่มออกมาอย่างถูกใจไม่ได้
(อู๊ยยยย มันหวานกันซ้าคนแถวนี้สำลักน้ำตาลเป็นแถบๆ)
งั้นมิวไปซ้อมต่อเถอะนะ เราไม่กวนแล้ว
โต้งจะวางแล้วเหรอมิวถามเสียงอ่อย ยังไม่อยากวางเลยนี่นา
อื้อ เดี๋ยวจะไปอ่านหนังสือต่อ ถ้ามิวซ้อมเสร็จมิวโทรหาเรานะ จะรอ
โต้งบอกเสียงอบอุ่น ใจจริงอยากจะคุยอีกนานๆ
แต่กลัวมิวจะทำให้เพื่อนร่วมวงเสียเวลา เดี๋ยวจะยิ่งดึกไปกว่านี้ จึงตัดใจวาง
จ๊ะมิวตอบรับเสียงหวาน ก่อนจะกดตัดสาย
มองโทรศัพท์แล้วยิ้มหวานมากกก(ในสายตาของทุกคน)
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเจอกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนในวง มิวทำไม่รู้ไม่ชี้
ไปซ้อมต่อดิสิ้นคำบอกของมิวทุกคนก็กุลีกุจอลุกไปซ้อม
จะมีแต่เพียงปิงปองที่หันมายิ้มล้อเลียนให้มิวได้หน้าแดงอีกรอบ.
...TBC...
...
...
...
วันนี้ได้ฤกษ์เอาฟิกมาลง กะลังกลุ้มว่ามันจะกี่ตอนจบ???
อยากให้ถึงวันที่สิบเจ็ดเร็วๆจะได้ไปดูที่เฮาส์
อ่านข่าวเรื่องดาราเด็กถูกดาราผู้ใหญ่กระโหลกกะลาแกล้ง
แล้วเศร้าจิต ที่เศร้ายิ่งกว่าคือพวกคอมเมนท์เข้าข้างดาราผู้ใหญ่อะ หาว่าเด็กแก่แดด
อยากรู้ว่าน้องเค้าแก่แดดตรงไหน???? แล้วทำให้เรื่องมันใหญ่ตรงไหน????
การปกป้องตัวเองนี่ถือว่าเป็นการทำเรื่องใหญ่เหรอ????
เพราะสังคมมีคนแบบนี้ประเทศถึงไม่เจริญซะที!!!!
ตอนนี้อยากไปญี่ปุ่นจังเลยยยยยยย เพื่อนไปเคาท์ดาวน์ที่ญี่ปุ่น อิจฉา หง่า
อิจฉาที่ได้ยืนอยู่ผืนดินเดียวก่าจิน หง่า หง่า ^o^
...
...
...
...ทุกชีวิตมีบาดแผล... แต่เราก็ต้องก้าวเดินต่อไป... ฟิ้ววววว...

น่ารักที่ซูู๊๊ด